CCD กับ CMOS
ตัวรับภาพแบบCCD (Charge Couple Device : CCD) CCD เป็นอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอสิกส์ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า Semiconductor ซึ่งอุปกรณ์ CCD นี้เปรียบเสมือนดวงตาของกล้องโทรทัศน์ หน้าที่หลักของ CCD คือรับแสงที่ผ่านจากเลนส์เข้ามา แล้วแปลงให้เป็นข้อมูลแบบดิจิตอล CCDภายในตัวกล้องมีหลายขนาดด้วยกัน มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ เช่น 1/4 นิ้ว , 1/3 นิ้ว , 2/3 นิ้ว ซึ่งขนาดของ CCD ที่มีขนาดใหญ่ก็จะย่อมให้คุณภาพของภาพดีกว่า
CCD ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นตัวรับภาพโดยเฉพาะ ใน CCD ปริมาณแสง หรือความเข้มของแสงที่ Pixel ได้รับจะถูกแปลงเป็นจำนวนตัวเลข เพื่อจะได้ส่งต่อไปยังหน่วยประมวลผลเพื่อทำการนับจำนวนอิเล็กตรอนของแต่ละ Pixel จากนั้นจะทำการประมวลผลเป็นภาพ (ซึ่งการออกแบบหน่วยประมวลผลของกล้องแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกัน) ซึ่งค่านั้นจะได้มาจากการที่ CCD ทำการแยกสีของแสงที่เข้ามาซึ่งโดยทั่วไปเรามองเห็นเป็นสีขาวแต่ความจริงประกอบด้วยสีต่างๆ มากมาย ซึ่ง CCD จะทำการแยกเป็นสามสีเท่านั้นคือ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งสามสีนี้สามารถนำมาผสมกันได้เป็นล้านๆ สี
ตัวรับภาพแบบ CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) CMOS ใช้เทคโนโลยีขนิดเดียวกับการออกแบบ Chip จากต้นแบบของ IBM ซึ่งมันถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และรวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านบางชนิด จากการที่จำนวนการบริโภค CMOS มีมาก (Economies of Scale ) จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการบริโภคพลังงานต่ำและมีความร้อนสะสมต่ำ โดยการทำงานอาศัยทรานซิสเตอร์พื้นฐานหลายๆตัว นิยมมากในการนำมาใช้งานกับอุปกรณ์ประเภท Microprocessor, Microcontroller และ Static RAM
ผลการทดสอบ
CCD
CMOS
คุณภาพที่ได้
สูง
ต่ำ
ความไวแสง(เวลาในการบันทึกแสง)
พลังงานที่ใช้
สัญญาณรบกวน
น้อย
สูงกว่า
การประมวลผล
ซับซ้อนกว่า
ง่ายกว่าแบบแรก
ความร้อน
เวลาในการบันทึกแสง
การใช้งาน
เพื่อการสร้างภาพโดยเฉพาะ
ใช้กับงานที่หลากหลาย
แม้ว่าตามหลักการแล้ว CCD จะให้คุณภาพสูงกว่า CMOS แต่ก็อย่าลืมว่า CCD ต้องทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล ดังนั้นถ้าหากหน่วยประมวลผลไม่มีคุณภาพ ภาพที่ได้จาก CCD ก็ไม่มีคุณภาพ ในทางตรงกันข้ามบริษัทผู้ผลิต CMOS คุณภาพสูง ได้พัฒนาวิธีการผลิต เช่นลดขนาดของ Transistor ให้เล็กลงไปจากเดิม ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ของเซลรับแสงมีมากขึ้น(ทำให้ไวแสงมากขึ้น) และทำให้ใช้พลังงานน้อยลงยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังมีการเพิ่มหน่วยประมวลผลลงไปในกล้องเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของ
ระบบ NTSC (National Television System Committee) เป็นระบบของอเมริกา มาตราฐาน FCC 525 คือสร้างภาพในแนวนอน 525 เส้นต่อภาพ ความเร็วในการแสดงภาพ 30 เฟรมต่อวินาทีเป็นระบบที่ใช้ในอเมริกาและญี่ปุ่น
ระบบ PAL (Phase Alternate Line) เป็นระบบของยุโรปใช้มาตรฐาน CCIR 625 เส้น 25 เฟรมต่อ วินาทีเป็นระบบที่ใช้ในประเทศไทย และยังแบ่งได้อีกหลายระบบเช่น พี เอ แอล-เอ (PAL-A), พี เอ แอล-บี (PAL-B) ประเทศไทยเลือกใช้ พี เอ แอล-บี (PAL-B) มาตรฐาน CCIR 625 เส้น ส่งย่านความถี่ VHF คือช่วง 3-5-7-9-11 จะเห็นว่าผ่าน VHF จะเพิ่มช่องอีกไม่ได้เพราะมีกฎระเบียบจะไม่ส่งช่องต่อเนื่องกัน เนื่องจากเกิดสัญญาณการรบกวนระหว่างสถานีต่อสถานี ในอนาคตกรมประชาสัมพันธ์วางนโยบายจะเพิ่มสถานีโทรทัศน์ จะต้องใช้ย่านความถี่สูงขึ้น คือ UHF และคาดว่าจะนำระบบ PAL-G มาใช้ ระบบนี้จะให้รายละเอียดของสัญญาณภาพสูงกว่าเดิมและมีระบบเสียง 2 ภาษา